Thank...you

+++ขอบคุณสำหรับการเข้ามาชมบล็กนะค่ะ+++

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เกร็ดน่ารู้ เกี่ยวกับโบราณราชประเพณี



การสางพระเกศาขึ้น-ลง 1 ครั้ง แล้วหักพระสางทิ้ง
การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สางพระเกศาพระศพขึ้น 1 ครั้ง ลง 1 ครั้ง แล้วหักพระสางวางไว้ในพาน แสดงถึงว่าเป็นการสาง (หวี) พระเกศาครั้งสุดท้าย พอเป็นพิธี เพื่อแสดงว่าไม่ต้องการความสวยงาม หรือมีความจำเป็นต้องแต่งกายใดๆ อีก
เศวตฉัตรประกอบพิธีพระศพ
เศวตฉัตรประกอบพิธีพระศพนั้นจะแตกต่างกันไป ตามพระอิสริยยศที่แตกต่างกัน ในส่วน สัปตปฎลเศวต ฉัตรยอดพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นฉัตรผ้าขาวเจ็ดชั้นระบายขลิบทองสามชั้น หมายถึงการซ้อนผ้าระบายโดยรอบแว่นฉัตรแต่ละชั้น ซ้อนกันสามรอบวงแว่นฉัตร โดยให้ชั้นในสุดยาวกว่าชั้นนอกสุดตามลำดับ ทุกชั้นฉัตรที่ชายระบายชั้นล่างสุดของชั้นฉัตร ห้อยระย้าจำปาทองโดยรอบ
การประโคมย่ำยามทุก 3 ชั่วโมง
การสวดพระพิธีธรรมพระอภิธรรม จะมีการประโคมย่ำยามทุก 3 ชั่วโมง มีปี่ กลอง ประโคม ด้วยทำนองที่เศร้าสร้อย ตั้งแต่เวลา 06.00 - 24.00 น.
สมเด็จพระพี่นางเธอฯ อยู่ในลำดับพระอิสริยยศชั้น "เจ้าฟ้า"
ภาษาที่ใช้เรียกในการประกอบพิธีพระบรมศพ "พระศพ" จะเรียกแตกต่างกันตามพระอิสริยยศ โดยสมเด็จเจ้าฟ้า จะเรียกว่า "พระศพ" ส่วนพระยศที่สูงกว่า ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระบรมราชกุมารี จะเรียกว่า "พระบรมศพ"
การบรรจุพระศพลงหีบพระศพแทนพระโกศ
ตามโบราณราชประเพณีเมื่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์เสด็จสวรรคต จะประกอบพิธีบรรจุพระบรมศพ พระศพ ลงในพระโกศ แต่ในรัชกาลปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เชิญพระบรมศพ และพระศพ ลงหีบพระศพ แทนใส่การใส่พระโกศ ซึ่งสามารถทำได้ตามพระราชอัธยาศัย
รูปแบบพระเมรุ"พระเมรุ"
เป็นกุฎาคารเรือนยอดประธานมณฑล หันหน้าไปทางทิศตะวันตก เป็นพระเมรุทรงปราสาทจัตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ปักพระสัปตปฎลเศวตฉัตร จากฐานถึงยอดฉัตรสูง 38.65 เมตร กว้าง 31.80 เมตร ยาว 39.80 เมตร สร้างด้วยไม้ โครงสร้างภายในเป็นเหล็กประดับด้วยผ้าทองย่นตกแต่งด้วยลวดลาย สำหรับรูปแบบพระเมรุยอดปราสาท ได้ศึกษาจากการออกแบบพระเมรุมาศของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยยึดเค้าโครงพระเมรุมาศของสมเด็จพระปิตุฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี มาเป็นต้นแบบ โดยแนวคิดหลักได้ยึดถือความเชื่อ เรื่องเขาพระสุเมรุ ตามแบบโบราณราชประเพณี ด้วยการจำลองปราสาท ซึ่งเปรียบเสมือนสถานที่สถิตของเหล่านางฟ้า เทวดา มาเป็นตัวองค์ของพระเมรุ ส่วนยอดพระเมรุ ประกอบด้วย ยอดชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น ต่อยอดด้วย ชั้นบัวคลุ่มจนถึงปลายยอดประดับฉัตร 7 ชั้น เอกลักษณ์ของพระเมรุ ที่จะใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ อยู่ที่หน้าบันทั้ง 4 ทิศ เนื่องจากได้อัญเชิญตราพระราชลัญจกร กว ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ มาประดิษฐานที่หน้าบันของพระเมรุทั้ง 4 ด้าน
องค์พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอก ประดับตกแต่งด้วยผ้าทองย่นเกือบทั้งหมด ใช้สีทองเป็นหลักและประกอบด้วยสีอื่นๆ ที่เป็นสีอ่อนหวาน เหมาะกับพระอุปนิสัยและพระจริยาวัตรที่นุ่มนวลสง่างามของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ด้านหลังของพระเมรุ จะเห็นอาคารยาวเรียกว่า พระที่นั่งทรงธรรม เป็นอาคารโถงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระเมรุ ใช้เป็นสถานที่สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับทรงธรรมและทรงประกอบพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลในการออกพระเมรุพระศพ รวมทั้งมีที่สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน สมาชิกรัฐสภา ตลอดจนคณะทูตานุทูต เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
อาคาร 2 หลัง ที่อยู่ด้านข้างทั้งซ้ายและขวาของพระที่นั่งทรงธรรม เรียกว่า ศาลาลูกขุน เป็นอาคารโถงทรงโรง สร้างตรงปลายปีกพระที่นั่งทรงธรรม ทั้งด้านทิศเหนือและทิศใต้ ใช้เป็นที่เข้าเฝ้าฯของข้าราชการ
หีบพระศพ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้ นายพรเทพ สุริยา เจ้าของร้านสุริยาหีบศพ จัดสร้าง "หีบพระศพ" สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยทรงมีพระราชประสงค์ให้ทำหีบพระศพให้คล้ายคลึงกับหีบพระศพของสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชชนนี ดังนั้น จึงมีการสร้างหีบพระศพทรงหลุยส์ผสมบุษบกจากแผ่นไม้สักทอง อายุ 100 ปีขนาดใหญ่เพียงแผ่นเดียว ที่นำมาจาก จังหวัดเชียงใหม่ ไม่มีรอยต่อ และใช้หมึกจีน พ่นสีโอ๊กม่วง ขนาดความกว้าง 26 นิ้ว ความยาว 2 .29 เมตร น้ำหนักเกือบ 300 กิโลกรัม ทั้งนี้ สีโอ๊กม่วงนั้น เป็นสีที่เข้มแข็ง น่าเชื่อถือและเหมาะสมกับงานหีบพระศพดังกล่าว ประกบด้วยปุ่มมะค่าทองรอบใบ ลวดลายของหีบพระศพเป็นลายกุหลาบ แสดงถึงความรัก ส่วนด้านขอบล่างเป็นลายหลุยส์ ส่วนฝาด้านบนเป็นบุษบก 3 ชั้น ภายในหีบพระศพใช้ผ้าไหมสีครีมทองประดับตกแต่งและดิ้นชายรอบ ทั้งนี้ การออกแบบและจัดสร้างทั้งหมดใช้เวลา 30 วัน ภายใต้การดูแลของสำนักพระราชวัง
พระโกศไม้จันทน์
ในส่วนของ "พระโกศไม้จันทน์" ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทางสำนักพระราชวัง ได้นำคณะพราหมณ์ทำพิธีบวงสรวงเทพยดาป่าขออนุญาตนำไม้จันทน์หอม จำนวน 3 ต้น ภายในอุทยานแห่งชาติ กุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มาจัดสร้างพระโกศ ที่ออกแบบและจัดสร้างโดย นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น มีลักษณะเป็นทรง 8 เหลี่ยม ในอัตราส่วน 1:5 ในส่วนของการปรับขยายแบบให้เท่าของจริงเป็นหน้าที่ของ สมชาติ มหัทธนะสิน
สำหรับจัดสร้างพระโกศ ในสมัยโบราณจะนำไม้จันทน์มาเป็นฝืนในการเผาศพ แต่สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ จะถูกนำมาแปรรูปจากท่อนฟืนให้มีลวดลายขึ้นเป็นพระโกศไม้จันทน์ มีการเลื่อยไม้เป็นแผ่นบางๆ ติดแบบทำการฉลุลาย จากนั้นนำมาประกอบติดกับโครงซึ่งโบราณจะใช้โครงไม้ แต่ในปัจจุบันดัดแปลงมาเป็นโครงลวดเหล็ก บุตาข่าย เพื่อความสะดวกในการจัดสร้าง
ทั้งนี้ "พระโกศไม้จันทน์" จะมีขนาดความสูง 162.5 เซนติเมตร มีความกว้างส่วนฐาน 82 เซนติเมตร จะประกอบด้วยชิ้นส่วนของลวดลายต่างๆ รวมทั้งสิ้น 6,033 ชิ้น ส่วนฐานรองพระโกศเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีฝาปิด ขนาดความยาว 260 เซนติ เมตร กว้าง 140 เซนติเมตร สูง 92 เซนติเมตร ใช้จำนวนชิ้นลายทั้งสิ้น 10,159 ชิ้น ลวดลายที่ใช้ประกอบ มีทั้งสิ้น 35 แบบ อาทิ ลายหน้ากระดาน ลายบัว ลายท้องไม้ บัวคว่ำ บัวหงาย ฯลฯ โดยลายส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของแนวลายใบเทศ คือ ถ้าเป็นกระจังจะเป็นกระจังทรงใบเทศ ถ้าเป็นกระหนกก็จะเป็นกระหนกลายใบเทศ ซึ่งโดยรวมแล้วลวดลายจะให้อยู่ในลักษณะของลายใบเทศ ซึ่งเป็นลายเครื่องประดับของไทยที่มีความงดงามและใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ
ส่วนของพระโกศที่ค่อนข้างทำยาก คือ ส่วนของบัวถลาหรือบัวคว่ำ ซึ่งอยู่ในส่วนของฝาพระโกศ เพราะมีลักษณะโค้งทำให้ลายต้องลดหลั่นกันลงมา จึงต้องมีการตัดชิ้นไม้ขึ้นมาเพื่อเลื่อย เป็นรูปโค้งแล้วถึงจะมาต่อเป็นแผ่นๆ ให้ได้ความกว้างและขนาดลาย จากนั้นจึงจะนำมาโกรกฉลุ
การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระศพ
การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระราชพิธี ถือว่าเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ และเป็นส่วนหนึ่งในของงานพระราชพิธีที่บรรเลงตามขั้นตอนของงานพระราชพิธี คู่กับวงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง
เดิมการประโคมดนตรีที่เป็นลักษณะประโคมย่ำยาม มีเฉพาะของงานเครื่องสูงสำนักพระราชวังเท่านั้น ประกอบด้วยวงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะ มีการประโคมย่ำยามทุก 3 ชั่วโมง
ในการประโคมงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมในการประโคมย่ำยามด้วย ดังนั้น จึงมี ๒ หน่วยงานเข้าร่วมประโคม คือ วงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง (วงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะ) และวงปี่พาทย์นางหงส์ ของกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมการประโคมย่ำยาม มีขั้นตอนเรียงลำดับ ดังนี้
วงประโคมลำดับที่ 1 คือ วงแตรสังข์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ประโคม "เพลงสำหรับบท" จบแล้ว วงประโคมวงที่ 2 จึงเริ่มขึ้น
วงประโคมลำดับที่ 2 คือ วงปี่ไฉนกลองชนะ (หรือเรียกว่า วงเปิงพรวด) ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ปี่ไฉน กลองชนะ เปิงมาง "ประโคมเพลงพญาโศกลอยลม" จบแล้ว วงประโคมวงที่ 3 จึงเริ่มขึ้น
วงประโคมลำดับที่ 3 คือ วงปี่พาทย์นางหงส์ ประกอบด้วย ปี่ชวา ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง "ประโคมเพลงชุดนางหงส์"

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

***_***ต้านหวัดด้วยผักและผลไม้***_***




มะขามป้อม มีวิตามินซีสูงกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า และวิตามินซีในมะขามป้อมยังสามารถคงสภาพอยู่ได้นานถึงจะแห้งแล้วก็ตาม นอกจากนี้ในมะขามป้อมยังมีฟอสฟอรัส แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส สังกะสี คอปเปอร์ โซเดียม ซีลิเนียม สูงกว่าแอปเปิ้ลหลายเท่า หากกินมะขามป้อมหนึ่งผลก็จะได้รับวิตามินซีเพียงพอในหนึ่งวัน ที่สำคัญก็คือ มันมีฤทธิ์ยับยั้งความเป็นพิษต่อตับ จึงมีฤทธิ์รักษาอาการตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและยังป้องกันการเกิดพิษต่อตับของสารพวกโลหะหนักได้ เรียกว่าเป็นผลไม้ที่มีสารแอนตี้ออกซิเดชั่นสูงโดยเฉพาะการต้านไวรัสหวัด เพราะวิตามินซีจะช่วยปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระและกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวทำงานต้านเชื้อโรค


น้ำมะม่วง มีโปรวิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) สูงซึ่งวิตามินเอจะช่วยให้ผิวและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีสุขภาพดี มีบทบาทสำคัญสำหรับภูมิคุ้มกัน ในการต้านเชื้อโรคต่างๆ และช่วยต้านไวรัสหวัด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เพราะวิตามินเอสำคัญสำหรับการมองเห็น


พริกหวาน มีโปรวิตามินเอ วิตามินบี 6 และวิตามินซี พริกหวานเพียงครึ่งลูกก็เพียงพอสำหรับวิตามินซีตลอดวัน ที่สำคัญก็คือ วิตามินบี 6 เป็นวิตามินที่สำคัญสำหรับเส้นประสาท ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ต่างๆ ของภูมิคุ้มกันขยันทำงานวิตามินเอช่วยให้ร่างกายต้านไวรัสหวัด


สับปะรด มีวิตามินครบเกือบทุกชนิด ยกเว้นวิตามินอีและไบโอติน ที่สำคัญคือมีวิตามินซีและเอนไซม์สูง โดยเฉพาะเอนไซม์ Bromelain จะช่วยให้เลือดจางลงและยับยั้งการอักเสบ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง


แตงโม เห็นแตงโมสีแดงๆ อย่างนี้เถอะ มันเต็มไปด้วยวิตามินซีและสังกะสี ซึ่งจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันและระบบกำจัดสารพิษของร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้ โปรวิตามินเอยังช่วยปกป้องเนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งเป็นตัวขวางกั้นเชื้อโรคตามธรรมชาติ หากเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพันของเราทำงานขยันขันแข็ง เชื้อไวรัสและแบคทีเรีย หรือเชื้อโรคอื่นๆ ก็ไม่สามารถเข้าไปฝังตัวในร่างกายคุณได้ ที่สำคัญก็คือไลโคปีนสีแดงๆ ในแตงโมยังเป็นสารแอนตี้ออกซิเดนต์และเป็นตัวดักจับอนุมูลอิสระอีกด้วย


ส้ม แค่ส้มหนึ่งผลก็ให้วิตามินซีแก่ความต้องการของร่างกายทั้งวัน นอกจากนี้ ส้มยังเต็มไปด้วยแคโรทีนและโพแทสเซียมซึ่งจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและป้องกันการติดเชื้อไวรัส




Zz..เครื่องประดับ รับลมหนาว..zZ

ในวันสบายๆ
ออกแนวสไตล์คาวบอย




สำหรับของท่านผู้ชายที่แฝงความเซอร์ไว้นิดๆ

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นางนพมาศ




นางนพมาศ เป็นธิดาของพระศรีมโหสถกับนางเรวดี
บิดาเป็นพราหมณ์ปุโรหิตในสมัยพระยาเลอไท นางนพมาศได้ถวายตัวเข้ารับราชการในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ในยุคสุโขทัย เป็นที่โปรดปรานจนได้เป็นสนมเอกตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์
นางนพมาศได้เขียนตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ขึ้นเพื่อเป็นหลักประพฤติปฏิบัติตนในการเข้ารับราชการของนางสนมกำนัลทั้งหลาย
เรื่องนี้แต่งด้วยร้อยแก้วแต่มีคำประพันธ์ลักษณะเป็นกลอนดอกสร้อยแทรกอยู่บ้าง ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นใหม่ในมัยรัตนโกสินทร์ เพราะภาษาที่ใช้แตกต่างจากภาษาที่ใช้ในวรรณคดีที่แต่งในยุคเดียวกันคือ คือศิลาจารึกหลักที่ 1 และ ไตรภูมิพระร่วง
เนื้อเรื่องในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ กล่าวถึงประเพณีต่างๆ ของไทย
เช่น การประดิษฐ์ พานหมากสองชั้นรับแขกเมือง การประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) เพื่อใช้ในพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) ซึ่งประเพณีนี้ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หนังสือนางนพมาศ
และนางนพมาศได้ทำคุณงามความดีเป็นที่โปรดปรานของพระร่วง มีอยู่ 3 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 เข้าไปถวายตัวอยู่ในวังได้ห้าวัน ก็ถึงพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) นางได้คิดประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) มีนกเกาะดอกไม้สีสวยๆ ต่างๆ กัน เป็นที่โปรดปรานของพระร่วงมาก ครั้งที่ 2 ในเดือนห้ามีพิธีคเชนทร์ศวสนาน เป็นพิธีชุมนุมข้าราชการทุกหัวเมือง มีเจ้าประเทศราชขึ้นเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการด้วย ในพิธีนี้พระเจ้าแผ่นดินทรงรับแขกด้วยเครื่องหมากพลู นางนพมาศได้คิดประดิษฐ์พานหมากสองชั้นร้อยกรองด้วยดอกไม้งดงาม พระร่วงทรงโปรดปรานและรับสั่งว่า ต่อไปผู้ใดจะทำการมงคลก็ดี รับแขกก็ดี ให้ใช้พานหมากรูปดังนางนพมาศประดิษฐ์ขึ้น ซี่งเป็นต้นเหตุของพานขันหมากเวลาแต่งงาน ซึ่งยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน ครั้งที่ 3 นางได้ประดิษฐ์พนมดอกไม้ถวายพระร่วงเจ้าเพื่อใช้บูชาพระรัตนตรัย พระร่วงทรงพอพระทัยในความคิดนั้น ตรัสว่าแต่นี้ต่อไปเวลามีพิธีเข้าพรรษาจะต้องบูชาด้วยพนมดอกไม้กอบัวนี้ นางนพมาศเป็นบุคคลที่ได้สมญาว่า "กวีหญิงคนแรกของไทย" ดังเช่นที่เขียนไว้ว่า "ทั้งเป็นสตรี สติปัญญาก็น้อยกว่าบุรุษ แล้วก็ยังอ่อนหย่อนอายุ กำลังจะรักรูปและแต่งกาย ซึ่งอุตสาหะพากเพียร กล่าวเป็นทำเนียบไว้ ทั้งนี้เพื่อหวังจะให้สตรีอันมีประเภทเสมอด้วยตน พึงให้ทราบว่าข้าน้อยนพมาศ กระทำราชกิจในสมเด็จพระร่วยงเจ้ากรุงมหานครสุโขทัย ตั้งจิตคิดสิ่งซึ่งเป็นการควรกับเหตุ ถูกต้องพระราชอัชฌาสัยพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ปรากฎชื่อแสียงว่าเป็นสตรีนักปราชญ์ ฉลาดในวิชาช่างอยู่ชั่วกัลปาวสาน " นี่คือนางนพมาศ สนมเอกของสมเด็จพระร่วงเจ้า

<_>เสื้อกันหนาว...หนาว<_>

ชุดทำงานที่อบอุ่น

<.........................>

สีสันอบอุ่น


เท่ด้วยอุ่นด้วย


วิ่งๆจะได้อุ่น..อุ่น




Hiver




L'hiver est une des quatre saisons des zones tempérées.
Astronomiquement, cette saison commence avec le solstice d'hiver (autour du 21 décembre dans l'hémisphère nord et du 21 juin dans l'hémisphère sud) et finit à l'équinoxe de printemps (autour du 21 mars dans l'hémisphère nord et 23 septembre dans l'hémisphère sud). Dans l'hémisphère nord, c'est au moment du solstice d'hiver que la nuit est la plus longue de toute l'année.
La date culturelle de début de l’hiver peut varier selon les pays. Ainsi au
Royaume-Uni et en Irlande on considère plus le solstice comme le milieu de l’hiver qui commence aux alentours du 1er novembre vers la Samhain. En Australie l’hiver commence vers le 1er juin. Dans l’astrologie chinoise et dans certains pays asiatiques voisins de la Chine, l’hiver commence vers le 7 novembre avec « l’établissement de l’hiver » (立冬 lìdōng en hànyǔ pīnyīn, 立冬 rittō en rōmaji, 입동 (立冬) en hangûl).
En
météorologie, l'hiver s'étend par convention de décembre à février dans l'hémisphère nord et de juin à août dans l'hémisphère sud.
Plus on se rapproche des
pôles, plus l'hiver est réputé rigoureux. Cela est également vrai en montagne lorsque l'altitude augmente. En hiver, les journées sont plus courtes que les nuits. L'hiver polaire est caractérisé, au-delà du cercle polaire, par au moins une nuit ininterrompue de 24 heures. Le cycle des saisons est dû à l'inclinaison de la Terre par rapport à l'écliptique. Lorsqu'un hémisphère est plongé dans l'hiver, il est incliné à l'opposé du Soleil.
L'
orbite de la Terre n'est pas parfaitement circulaire ; elle est elliptique. La Terre atteint son périhélie lorsque l'hémisphère nord est incliné à l'opposé du Soleil. Ainsi, dans l'hémisphère nord, l'hiver est légèrement plus court que l'été du fait que la Terre est plus près du Soleil, ce qui la fait accélérer sur son orbite conformément à la deuxième loi de Kepler.

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

&&Argentine&&




L’Argentine, officiellement la République argentine (en espagnol : República Argentina ; [repuβlika arxen'tina]) est un pays d’Amérique du Sud partageant ses frontières avec le Chili à l’ouest, la Bolivie au nord-ouest, le Paraguay au nord, le Brésil et l’Uruguay au nord-est, et est bordé à l’est par l’océan Atlantique.
Le pays a acquis son indépendance le
25 mai 1810, indépendance définitivement proclamée le 9 juillet 1816 à San Miguel de Tucumán.
Sa capitale est
Buenos Aires, la langue nationale est l’espagnol et sa monnaie est le peso argentin. Son nom Argentine vient du latin Argentum signifiant « argent ».
Parmi les pays d'
amérique latine, l’Argentine est, avec l'Uruguay, celui où la culture européenne est la plus affirmée.
Étymologie
Le nom du pays vient du mot latin argentum signifiant « argent ». Il fut attribué au temps des premiers explorateurs espagnols sur le Río de la Plata (appelé autrefois : mer douce Mar Dulce) où les survivants d’une expédition emmenée par Juan Díaz de Solís rencontrèrent des autochtones qui leur offrirent des objets en argent. Par la suite, la légende de Sierra del Plata, montagne riche en argent, atteignit l’Espagne vers 1524, et le nom d’Argentine fut vu pour la première fois sur une carte vers 1536. À partir de 1612, ce nom est employé partout lorsqu’on désignait le pays .
Régions géographiques
Le pays est traditionnellement divisé en différentes régions majeures :
Pampas
Les plaines à l'ouest et au sud de
Buenos Aires. Appelée la'Pampa humide, cette région recouvre la plupart des provinces de Buenos Aires et de Córdoba ainsi que celles de Santa Fe et de la Pampa.
Gran Chaco
La région
Gran Chaco se situe au nord du pays, avec des saisons humides et sèches, il permet l'élevage de bétail et la culture de coton. Il recouvre les provinces du Chaco et de Formosa. Il comprend également des forêts subtropicales où se développent la végétation et les animaux.
Mesopotamia
Ce territoire se trouve entre le
Rio Paraná et le Rio Uruguay, partagés entre les provinces de Corrientes et d'Entre Ríos, où l'on entretient le bétail et les Esteros del Iberá. La province de Misiones est trop tropical, caractérisée par les Chutes d'Iguaçu
Patagonie
Les
steppes de la Patagonie dans les provinces de Neuquén, Río Negro, Chubut et Santa Cruz sont d'origines tertiaires. Le territoire est semi-aride au nord et froid et aride au sud, mais est constitué à l'ouest de plusieurs grands lacs et de forêts. La Terre de Feu est froide et humide, modéré par l'influence océanique. Enfin, le nord peut être référé à Comahue.
Cuyo
L'ouest de l'Argentine est dominé par l'imposante cordillère des Andes, à l'est se trouve une région aride appelée
Cuyo, l'eau descendant des montagnes permet la viticulture et l'agriculture grâce à son irrigation, bien que le relief y est accidenté.