Thank...you

+++ขอบคุณสำหรับการเข้ามาชมบล็กนะค่ะ+++

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ไม่อยากเป็นผู้หญิง...กลิ่นตัวแรง


ไม่ว่าใครก็ชอบกลิ่นหอมชื่นใจด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าเมื่อไรต้องเผชิญกับปัญหากลิ่นกายฉุนกึก สาวๆ จงอย่ารอช้า ขอให้รีบหาทางแก้ไขโดยด่วน
กลิ่นตัวเกิดจากต่อมเหงื่อที่ผลิตสารสีขาวขุ่นออกมา แล้วถูกย่อยโดยเชื้อแบคทีเรียซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนัง จึงทำให้เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ โดยมักจะเกิดที่บริเวณใต้วงแขนมากกว่าส่วนอื่น ซึ่งมีหลายปัจจัยที่เป็นสาเหตุของกลิ่น
ฮอร์โมน โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมาก ก็ทำให้เกิดกลิ่นตัวเช่นกัน
สภาพอากาศ ในสภาพอากาศร้อนหรือร้อนชื้น เชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังจะเพิ่มจำนวนมากเป็นพิเศษ และเป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นตัวได้ง่ายและรุนแรงขึ้น
เสื้อผ้า เสื้อผ้าเนื้อหนาหรือผ้าใยสังเคราะห์จะระบายเหงื่อได้ช้าและเกิดความอับชื้นได้ง่าย
อารมณ์ ความเครียด โกรธ หรือตกใจ จะกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ
อาหาร ที่มีสารโคลีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ พืชประเภทฝักถั่ว หัวหอม กระเทียม และเครื่องเทศ รวมถึงการรับประทานอาหารรสจัด ล้วนแต่เร่งให้ต่อมเหงื่อขับไขมันออกมามากขึ้นทั้งสิ้น
ภาวะผิดปกติทางร่างกาย เช่น การทำงานที่บกพร่องของระบบเผาผลาญอาหารบางระบบ หรือระบบการย่อยของเอนไซม์ ทำให้ร่างกายสร้างสารเคมีบางอย่างที่มีกลิ่นแล้วขับออกมาทางเหงื่อ
ยา เช่น ยาทารักษาสิวทั่วไปที่มีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide มีผลข้างเคียงทำให้เกิดกลิ่นตัว
สารพัดวิธีกำจัดกลิ่น
1. อาบน้ำให้สะอาด โดยอาจเลือกสบู่ที่ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายควบคู่กัน
2. ปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรืออาจฉีดโบท็อกซ์ที่ใต้วงแขน เพื่อลดปริมาณเหงื่อให้น้อยลงหรือแห้งสนิท ซึ่งตัวยาจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน
3. โอ-เลเซอร์ (O-laser) เพื่อทำลายต่อมเหงื่อใต้วงแขน โดยไม่ทำลายเส้นเลือดหรือผิวหนังแต่อย่างใด
4. ใช้คลื่น RF ส่งผ่านอุปกรณ์การแพทย์ขนาดเล็ก โดยสอดเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณใต้วงแขนเพื่อลดการทำงานของต่อมเหงื่อ
5. ถ้ามีปัญหากลิ่นตัวมากจนเกินเยียวยา แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อตัดต่อมไขมันใต้ผิวหนังออก หรือดูดไขมันบริเวณรักแร้ออก

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

!!!World AIDS Day!!!




World AIDS Day, observed December 1 each year, is dedicated to raising awareness of the AIDS pandemic caused by the spread of HIV infection. AIDS has killed more than 25 million people[citation needed], with an estimated 33.2 million people living with HIV[citation needed], making it one of the most destructive epidemics in recorded history. Despite recent, improved access to antiretroviral treatment and care in many regions of the world, the AIDS epidemic claimed an estimated 3.1 million (between 2.8 and 3.6 million) lives in 2005, of which more than half a million (570,000) were children.
The concept of a World AIDS Day originated at the 1988 World Summit of Ministers of Health on Programmes for AIDS Prevention. Since then, it has been taken up by governments, international organizations and charities around the world.
From its inception until 2004,
UNAIDS spearheaded the World AIDS Day campaign, choosing annual themes in consultation with other global health organizations. In 2005 this responsibility was turned over to World AIDS Campaign (WAC), who chose Stop AIDS: Keep the Promise as the main theme for World AIDS Day observances through 2010, with more specific sub-taglines chosen annually. This theme is not specific to World AIDS Day, but is used year-round in WAC's efforts to highlight HIV/AIDS awareness within the context of other major global events including the G8 Summit. World AIDS Campaign also conducts “in-country” campaigns throughout the world, like the Student Stop AIDS Campaign, an infection-awareness campaign targeting young people throughout the UK.
World AIDS Day banner, European Commission building, Brussels
A large
red ribbon hangs between columns in the north portico of the White House for World AIDS Day, November 30, 2007
A 67 m long "condom" on the
Obelisk of Buenos Aires, Argentina, part of an awareness campaign for the 2005 World AIDS Day
It is common to hold memorials to honor persons who have died from HIV/AIDS on this day. Government and health officials also observe, often with speeches or forums on the AIDS topics. Since 1995 the
President of the United States has made an official proclamation on World AIDS Day. Governments of other nations have followed suit and issued similar announcements.

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร)





พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (จนฺทสโร หมายถึง ผู้นำแสงสว่างมาสู่โลก ประดุจพระจันทร์ส่องสว่างยามราตรี) เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีนามตามสัญญาบัตรประกอบพัดยศสมณศักดิ์ว่า พระมงคลเทพมุนี ศรีรัตนปฏิบัติ สมาธิวัตรสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี หรือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ เดิมชื่อ สด มีแก้วน้อย เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2427 ตรงกับวันแรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ฉศก จุลศักราช ๑๒๔๖ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่สองของนายเงินและนางสุดใจ มีแก้วน้อย มีพี่น้องร่วมมารดาบิดา 5 คน ท่านนับเป็นองค์ปฐมบรมครูแห่งวิชชาธรรมกายในยุคปัจจุบัน
ชีวิตในช่วงต้น

เริ่มเรียนหนังสือกับพระภิกษุผู้เป็นน้าชาย ณ วัดสองพี่น้อง แล้วมาอยู่ ณ วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ในความปกครองของพระอาจารย์ทรัพย์ ปรากฏว่าเป็นผู้สามารถเรียน-อ่านภาษาขอมได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้กลับไปช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพค้าขาย ด้วยความวิริยะอุตสาหะเพื่อสร้างฐานะให้มั่นคง
เมื่อท่านอายุได้ 14 ปีโยมบิดาได้ถึงแก่กรรมลงท่านจึงรับภาระดูแลการค้าแทน ท่านฉลาดในการปกครอง ลูกเรือต่างก็รักนับถือท่านและเนื่องจากท่านเป็นคนขยันขันแข็งในการทำงาน อาชีพการค้าจึงเจริญขึ้นโดยลำดับ จนปรากฏในยุคนั้นว่า เป็นผู้มีฐานะดีคนหนึ่ง วันหนึ่งเมื่อท่านนำเรือเปล่ากลับบ้านพร้อมเงินรายได้จากการขายข้าวผ่านลัดคลองเล็กซึ่งชาวบ้านเรียกว่า คลองบางอีแท่น มีโจรผู้ร้ายชุกชุมท่านนึกถึงความตายขึ้นมา และได้อธิษฐานจิตในขณะนั้นว่า ขออย่าให้ข้าพเจ้าตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวชเสียก่อน เมื่อบวชแล้วจะไม่ลาสิกขา ขอบวชไปจนตลอดชีวิต การหาเงินเลี้ยงชีพนั้นลำบาก บิดาของเราก็หามาอย่างนี้ ต่างไม่มีเวลาว่างกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบหาให้มั่งมี ก็เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีใครนับหน้าถือตา เข้าหมู่เพื่อนบ้านก็อับอาย ไม่เทียมหน้าเขา บุรพชนต้นสกุลก็ทำมาอย่างนี้เหมือนกัน จนถึงบิดาเราและตัวเราในบัดนี้ ก็คงทำอยู่อย่างนี้ ก็บัดนี้บุรพชนทั้งหลายได้ตายไปหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกัน เราจะมัวแสวงหาทรัพย์อยู่ทำไม ตายแล้วเอาไปไม่ได้ บวชดีกว่า ท่านบอกว่าเริ่มอธิษฐานมาตั้งแต่อายุ 19 ปี หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อตกลงใจบวชไม่สึกแล้ว จิตคิดเป็นห่วงมารดาเกิดขึ้น จึงขะมักเขม้นทำงานสะสมทรัพย์ เพื่อให้มารดาเลี้ยงชีพไปจนตลอดชีวิต
อุปสมบท
เดือนกรกฎาคม 2449 ขณะมีอายุย่างเข้า 22 ปี ท่านได้อุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี มีฉายาว่า สด จนฺทสโร พระอาจารย์ดี วัดประตูสาร อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โหน่ง อินทสุวณโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ คู่สวดทั้งสองรูปอยู่วัดเดียวกัน คือวัดสองพี่น้อง ในการเรียนด้านคันถธุระในพรรรษาแรก ท่านสงสัยอยากรู้คำแปลคำว่า อวิชฺชาปจฺจยา ซึ่งไม่มีใครทราบ ท่านจึงเกิดความดำริที่จะไปเรียนคันถุระต่อที่กรุงเทพ เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านเริ่มปฏิบัติสมถวิปัสสนากับองค์อนุสาวนาจารย์นับแต่วันบวช เมื่อบวชแล้วพอรุ่งขึ้นอีกวัน หลวงพ่อก็เริ่มลงมือปฏิบัติพระกรรมฐานต่อกับพระอาจารย์เนียม วัดน้อย อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ได้จำพรรษาอยู่วัดสองพี่น้อง 1 พรรษาเมื่อออกพรรษาที่วัดสองพี่น้องแล้ว ท่านจึงเดินทางมาจำพรรษา ณIวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อศึกษาด้านคันถธุระต่อ ในสมัยนั้นนิยมใช้หนังสือขอมที่จารลงในใบลาน ขณะที่ท่านเรียนทางด้านคันถธุระอยู่นั้น ก็ได้ปฏิบัติวิปัสสนาธุระควบคู่ไปด้วย โดยการศึกษากับพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในสำนักต่าง ๆ ท่านได้ไปศึกษากับ ท่านเจ้าคุณสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) ท่านพระครูฌาณวิรัติ วัดพระเชตุพน และสำนักของพระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ จนได้ผลการปฏิบัติเป็นที่พอใจของพระอาจารย์ เมื่อได้ศึกษาภาวนาวีธีจนมีความรู้ความเข้าใจ ทั้งจากพระอาจารย์ทั้งจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ มีวิสุทธิมรรค เป็นต้น ได้แสวงหาที่หลีกเร้น มีความวิเวก เป็นสัปปายะต่อการปฏิบัติธรรมดังนั้นในพรรษาที่ 11 จึงได้กราบลา เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( เข้ม ) อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนฯ เพื่อไปจำพรรษา ณ วัดโบสถ์บน ตำบลบางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนบุรี
เข้าถึงธรรมกาย
ในพรรษาที่ 11 ท่านได้ไปจำพรรษา ณ วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ท่านได้มีความคิดที่จะกระทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ตั้งแต่เช้าตรู่ “เราบวชมาจวนจะครบ 12 พรรษาแล้ว วิชชาของพระพุทธเจ้าเรายังไม่ได้บรรลุเลย ทั้งที่การศึกษาของเราก็ไม่เคยขาดเลยสักวันทั้งคันถธุระและวิปัสนาธุระ อย่าเลย ควรจะรีบกระทำความเพียรให้รู้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนาเสียที” เมื่อกลับจากบิณฑบาตแล้วท่านก็รีบจัดการภารกิจต่างๆให้เรียบร้อยเพื่อจะได้ไม่มีเรื่องกังวลใจ เสร็จแล้วก็ได้เข้าเจริญภาวนาในอุโบสถ โดยตั้งใจว่าหากไม่ได้ยินเสียงกลองเพลจะไม่ยอมลุกจากที่ เมื่อตั้งใจแล้วก็หลับตาภาวนา “สัมมา อะระหัง” เรื่อยไปจนกระทั่งความปวดเมื่อยและอาการกระสับกระส่ายเริ่มติดตามมา จิตก็ซัดส่ายกระวนกระวายจนเกือบจะหมดความอดทน แต่ได้ตั้งสัจจะไว้แล้วจึงทนนั่งต่อไป เมื่อไม่สนใจความปวดเมื่อยของสังขาร ในที่สุดใจก็ค่อยๆ สงบลงทีละน้อยแล้วรวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ใจชุ่มชื่นเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก
เย็นวันนั้นหลังจากได้ฟังพระปาฏิโมกข์กับเพื่อนสหธรรมิกแล้ว ท่านได้รีบทำภารกิจส่วนตัวสรงน้ำให้ร่างกายสดชื่นดีแล้ว จึงเข้าไปในอุโบสถแต่เพียงรูปเดียว เมื่อกราบพระประธานแล้วก็ได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า “ขอให้พระองค์ทรงพระเมตตาโปรดประทานธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้แล้วแก่ข้าพระพุทธเจ้า แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยนิดก็ยินดี ถ้าหากการบรรลุธรรมของข้าพระองค์ฯจักเกิดโทษแก่พระศาสนาก็ขออย่าได้ทรงประทานเลย แต่ถ้าจะเป็นคุณแก่พระศาสนาแล้ว ขอได้โปรดประทานแก่ข้าพระองค์ฯด้วยเถิด ข้าพระพุทธเจ้าจะขอรับเป็นทนายพระศาสนาต่อไปจนตลอดชีวิต”
เมื่อได้ตั้งสัตยาธิษฐานแล้วท่านก็เริ่มนั่งหลับตา ขณะนั้นมีมดอยู่ในช่องแผ่นหินที่ท่านนั่ง กำลังไต่ขึ้นมารบกวนท่าน จึงหยิบขวดน้ำมันก๊าดขึ้นมา เพื่อจะทากันมด แต่แล้วก็คิดได้ว่า ชีวิตของเรา เราได้สละแล้วเพื่อการบำเพ็ญเพียร แต่เหตุไฉนจึงยังกลัวมดอยู่อีก จึงวางขวดน้ำมันก๊าดลง เจริญกัมมัฏฐานต่อไป จนถึงยามดึกจึงได้เริ่มเห็นดวงปฐมมรรคหรือดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ เมื่อได้รู้เห็นธรรมะแล้วท่านจึงได้เข้าใจว่า “พระธรรมนี้เป็นของลึกซึ้งยิ่งนัก ยากที่มนุษย์จะเข้าถึง การจะเข้าให้ถึงได้ต้องรู้ตรึก รู้นึก รู้คิด ต้องหยุดเป็นจุดเดียวกัน เมื่อหยุดแล้วจึงดับ เมื่อดับแล้วจึงเกิด ถ้าไม่ดับก็ไม่เกิดนี่เป็นของจริง ของจริงต้องอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนนี้เป็นไม่เห็นเด็ดขาด” เมื่อมองเรื่อยไปก็เห็นดวงใหม่ผุดซ้อนขึ้นมาแทนที่ดวงเก่า แต่ใสสว่างมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดก็เห็นกายต่างๆ ตามลำดับจนกระทั่งถึง ธรรมกาย
ได้เริ่มเห็นผังของจริงของพระพุทธเจ้า ( ธรรมกายโคตรภู ) ในระหว่าง มัชฌิมยามกับปัจฉิมยามติดต่อกัน ท่านได้รำพึงว่า ธรรมเป็นของลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ใครจะไปคาดคะเนเอาได้ พ้นวิสัย ของความตรึก นำ คิด ถ้ายังตรึก นึก คิด อยู่ก็ไม่ถึง ที่จะเข้าให้ถึงต้องทำให้รู้ตรึก รู้นึก รู้คิด นั้นหยุดเป็นจุดเดียวกัน แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วก็ไม่เกิด ตรองดูเถิดท่านทั้งหลายนี่เป็นของจริง หัวต่อมีเป็นอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนก็ไม่มีไม่เป็นเด็ดขาด รำพึงอย่างนี้สักครู่ใหญ่ เกรงว่า ความมีความเป็นนั้นจะเลือนไปเสียจึงเข้าที่ ดำรงสมาธิมั่น ต่อไปตลอดปัจฉิมยาม ในขณะดำรงสมาธิมั่น อยู่อย่างนั้น เห็นวัดบางปลา ปรากฏขึ้นในนิมิต จึงเกิดญาณทัสสนะขึ้นอยู่ว่า ธรรมที่รู้ว่าได้ยากนั้น ในวัดบางปลานี้ จะต้องมีผู้รู้เห็น ได้อย่าง แน่นอน ออกพรรษาแล้วได้ไปสอนที่วัดบางปลา 4 เดือน มีพระทำเป็น ได้พระธรรมกาย 3 รูป คือ พระสังวาลย์ พระแบน และพระอ่วม กับคฤหัสถ์ 4 คน นับแต่นั้นมาหลวงพ่อ ก็เป็นพระวิปัสสนาจารย์ ที่คนเคารพ รู้จักและยกย่องบูชากันทั่วไป คำว่า
ธรรมกาย นี้ มีพระบาลี รับรองว่า ตถาคตสส วาเสฏฐ เอตํ ธมมกาโยติ วจนํ ดูกรวาเสฏฐะ ธรรมกายนี้เป็นชื่อของพระตถาคต และมีพระบาลีปรากฏในอัคคัญญสูตร ปาฏิกวรรค ทีฆนิกาย พระสุตตันตปิฎกรับรองว่า ตถาคตสส เหตํ วาเสฏฐา อธิวจนํ ธมมกาโย อิติปิ ดูกรวาเสฏฐะ และภารทวาชะ เพราะคำว่าธรรมกายนี้เป็นชื่อของ ตถาคต
คติธรรม

- เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำไม อ้ายที่อยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง ทำให้จิตมันเป็นห่วงเป็นใย
เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่า "นิพพาน" ก็ได้
- ประกอบเหตุ สังเกตผล ทนเอาเถิด ประเสริฐนัก
- ไม่หยุดไม่ถึงพระ ตัวหยุดนี่แหละเป็นตัวสำเร็จ
- ผลไม้ดกนกชุม น้ำเย็นปลาชอบอาศัย

แผนที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม


วิชชา ธรรมกาย


เนื้อหาวิชชา ธรรมกาย
วิชชา ธรรมกาย เป็นวิชชาของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้สูญหายไปหลังจากที่พระองค์ทรงปรินิพพานไปได้ 500 ปี โดยประมาณ และได้รับการค้นพบอีกครั้ง โดยการเอาชีวิตเข้าแลกของ พระมงคลเทพมุนี ( หลวงพ่อสด หรือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) หรือที่เรารู้จักกันในนาม " หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ " นั่นเอง
การเรียนการสอนในสมัยที่ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ยังมีชีวิตอยู่นั้น เป็นการสอนแบบปากต่อปาก โดยในวิชชาเบื้องต้น หลวงพ่อสด จะสอนเอง หรือให้ลูกศิษย์ของท่านเป็นผู้สอน ได้แก่ แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น เป็นต้น แต่ในวิชชาชั้นสูงนั้น หลวงพ่อได้สอนกันหมู่ศิษย์ที่เป็น ธรรมกาย ชั้นสูงเท่านั้น โดยรวมกันทำวิชากันในกุฏิของหลวงพ่อ (สมัยนั้นเรียกว่า “ โรงงานทำวิชา ”) คนที่จะไปรู้เห็นเรื่องราวเหล่านี้ได้ ต้องเป็น วิชชา ธรรมกาย ชั้นสูง แล้วเท่านั้น เนื่องจากความละเอียด ซับซ้อน ของวิชชานั่นเอง ซึ่งยากที่บุคคลทั่วไปที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนจะเข้าใจได้
ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะศึกษา วิชชา ธรรมกาย นั้น ขอท่านได้โปรดทำตามคำแนะนำต่อไปนี้
1. ขอท่านโปรดวางความรู้ดั้งเดิมที่ท่านเคยเคยได้รับรู้มาเสียก่อน (เท่าที่ท่านจะสามารถทำได้) เป็นการชั่วคราว ซึ่งความรู้ดั้งเดิมนั้น ได้แก่
- การเรียนวิชา ธรรมกาย ชั้นสูงจะต้องรอให้เห็นวิชชาเสียก่อน ถึงจะสามารถอ่านตำราวิชชา ธรรมกาย ได้ ท่านได้ตั้งข้อจำกัดให้กับตัวท่านเองแล้วโดยที่ไม่รู้ตัว ขอท่านลองคิดต่อไปว่า ตำราทำไว้ให้ท่านอ่าน ให้ท่านศึกษา ถ้าท่านไม่อ่าน ไม่ค้นคว้า ตำราที่เขียนไว้ก็ไม่มีประโยชน์ และความรู้ก็มีแต่จะกร่อนและสูญไปเรื่อย ๆ นั่นประการหนึ่ง และถ้าหากท่านไปเห็นวิชชาในตอนที่อายุมากแล้ว การศึกษาเรียนรู้ของท่านจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเทียบเท่ากับเมื่อท่านอายุยังน้อยได้หรือ? ขอท่านโปรดตรองเหตุผลนี้ดู และถ้าหากท่านไม่เห็นเลย ชาตินี้ท่านก็ไม่ได้อะไรไปเท่าไร ชาติหน้ามันแน่อยู่หรือ? ท่านแน่ใจหรือว่า ท่านจะพบกับวิชชาได้เหมือนกับชาตินี้?
- ถ้าอ่านตำราแล้ว การรู้เห็นก็จะเป็นไปตามตำรา ในประเด็นนี้ขอท่านทำความเข้าใจคร่าว ๆ ก่อนว่า วิชชา ธรรมกาย ได้รับการค้นพบและพัฒนาทางวิชชามาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยประสบการณ์ของ หลวงพ่อวัดปากน้ำ และคณะศิษย์ที่ได้ทำวิชชามาแล้วในครั้งอดีต อย่างน้อย ๆ เป็นระยะเวลากว่า 30 ปี หลังจากนั้นจึงได้นำเอาประสบการณ์ทางวิชชาที่ได้ประสบมาหลายปีนั้นมาเขียนเป็นตำราวิชชา ธรรมกาย ขึ้นมา ถ้าท่านไม่อ่านตำรา ท่านก็จะต้องคิดค้นวิชชาเอาเอง ท่านต้องลองผิดลองถูกเอาเอง ท่านต้องใช้ระยะเวลากี่ปี กว่าที่ท่านจะสามารถค้นคว้าความรู้ได้เท่ากับที่ หลวงพ่อสด และคณะศิษย์ค้นคว้า ซึ่งเป็นการเสียเวลาในการศึกษาไป ดังนั้น ขอท่านโปรดอ่านตำรา และศึกษาตามตำราให้กระจ่างชัดเถิด หลังจากนั้น หากความรู้ของท่านพ้นเกินจากตำราของหลวงพ่อแล้ว จะเป็นบทบาทของท่านที่จะต้องคิดวิชชาใหม่ ๆ ต่อไป เป็นการต่อยอดความรู้ต่อไป และไม่ทำให้วิชชาสูญหายไปอีกด้วย
2. ขอให้ท่านศึกษาทุกวิชชาจากทุกตำราให้จบเสียก่อน โดยวิธีการอ่านให้จบทุกเล่ม ไม่ว่าท่านจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม ยังไม่ต้องตัดสินอะไรทั้งนั้น ขอเพียงแค่อ่านให้จบเท่านั้นเอง แล้วท่านจะพบความลึกซึ้งและความเป็นเหตุเป็นผลของวิชชา ที่เชื่อมโยงกันได้อย่างอัศจรรย์ ซึ่งเชื่อว่า ในตำราเหล่านี้ จะต้องสามารถตอบข้อสงสัยของท่านได้อย่างแน่นอน
3. ท่านสามารถศึกษาโดยการอ่านได้จาก ตำราฉบับดั้งเดิม หรือหากท่านไม่เข้าใจในสำนวนภาษาแบบโบราณ (ในสมัยของ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ) ก็ขอให้ท่านอ่านบทขยายความและแนวเดินวิชชา ซึ่งจัดทำโดย นาย การุณย์ บุญมานุช อดีตผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี ได้
4. ขอท่านโปรดศึกษาค้นคว้าในวิชาในหลักสูตรเบื้องต้นเสียก่อน เพื่อปูพื้นฐานความรู้ของท่าน จากนั้นค่อยยกระดับสู่วิชชา ธรรมกาย ในระดับที่สูงกว่าต่อไป หรือถ้าท่านจะศึกษาจากวิชชา ธรรมกาย ชั้นสูงก่อนก็ย่อมได้ แต่ขอท่านอย่าเพิ่งด่วนตัดสินผิดถูก ขอให้อ่านให้ทั่วเสียก่อน ให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดเสียก่อน ให้เข้าใจอย่างแท้จริงเสียก่อน หลังจากนั้น หากท่านจะวิเคราะห์วิจารณ์ด้วยเหตุผลประการใด ก็ย่อมทำได้ แต่ในเบื้องต้นนี้ ขอเพียงท่านน่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้องและครบถ้วนเสียก่อน

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Thé

Le thé est une boisson stimulante, obtenue par infusion des feuilles du théier, préalablement séchées et le plus souvent oxydées.
D'origine chinoise, où il est connu depuis l'Antiquité, le thé est aujourd'hui la boisson la plus bue au monde après l'eau. La boisson elle-même peut prendre des formes très diverses : additionnée de lait et de sucre au Royaume-Uni, longuement bouillie avec des épices en Mongolie, préparée dans de minuscules théières dans la technique chinoise du gōngfū chá, la cérémonie du thé.
Par analogie, le mot désigne, dans certaines régions francophones une infusion préparée à partir d'autres plantes (par ex. thé de tilleul) bien que l'on doive parler plus proprement de tisane. Il en est de même dans certains pays où le thé ne fait pas partie d'une culture ancienne (Allemands ou Italiens parlent ainsi de "Tee" et de "Tè" quelle que soit la plante utilisée) et où le café prédomine largement le secteur des boissons chaudes.

Le mot « thé »
Le sinogramme pour thé est 茶 qui a deux prononciations différentes suivant les dialectes. Et le mot signifiant thé dans presque toutes les langues du monde dérive de l'une ou l'autre de ces deux prononciations.
La prononciation officielle (aussi utilisée en cantonais et en mandarin), qui s'est sans doute répandue depuis Canton et Hong Kong, est chá, et vient du mot cueillir. Plusieurs langues l'ont empruntée dont le portugais (chá), le tchèque (tchaï), le russe (tchaï), le japonais (茶, ちゃ, cha), l'arabe (chaï), le hindi (chaï), le turc, l'arménien oriental et le persan. Le vietnamien vient de cette orthographe également, mais le mot a évolué pour devenir trà, cependant, dans certains dialectes, la prononciation "chà" est restée.
L'autre prononciation est te qui vient du chinois désignant cette boisson dans le dialecte minnan, parlé notamment dans le Sud du Fujian où se trouve le port de Fuzhou aussi appelé Amoy par les Malais et qui servit de base à l'exportation des premiers thés par mer.
Les Hollandais qui introduisirent le thé en Europe en 1606, l'ayant acheté à Java, le nommèrent thee, d'où le français thé, l'anglais tea, l'allemand Tee, etc.
Dans les pays où la prononciation commence par "ch" le thé s'est répandu par les terres et surtout au début par la Russie, alors que dans les pays où la prononciation commence par "te" il s'est répandu par la mer.
En Amérique du Sud le thé est parfois désigné par un terme sans relation aucune avec le chinois. Une autre boisson stimulante, le maté, était consommée bien avant l'introduction du thé, aussi dans différents endroits d'Amérique du Sud, tout particulièrement dans les pays andins, le thé est appelé maté.

Thé vert
Le thé vert est un thé dont les feuilles, après la cueillette, seront le plus souvent flétries et chauffées à haute température, afin de neutraliser les enzymes responsables de l'oxydation. Elles seront ensuite roulées et séchées plusieurs fois afin d'obtenir une forme particulière. On peut distinguer deux méthodes principales pour obtenir du thé vert. La méthode chinoise, d'une part, par laquelle les feuilles sont chauffées dans de grandes bassines de cuivre placées sur le feu ; la méthode japonaise, d'autre part, par laquelle les feuilles seront chauffées à la vapeur, très brièvement, en moins d'une minute, avant d'être roulées et séchées.

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ดอกแก้วกัลยา


ดอกแก้วกัลยา คือชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่งซึ่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามดอกไม้ประดิษฐ์โดยคนพิการของศูนย์ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคนพิการ ทั้งยั้งทรงพระราชทานพระอนุญาตให้ใช้เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ ของคนพิการ
ที่มาของชื่อ ดอกแก้วกัลยา
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามดอกไม้ประดิษฐ์โดยคนพิการของศูนย์ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคนพิการ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ว่า "ดอกแก้วกัลยา" ทั้งทรงพระราชทานพระอนุญาตให้ใช้เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ ของคนพิการ และทรงมีพระดำรัสให้ฝึกอบรมวิชาชีพคนพิการเพื่อประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยา ให้คนพิการมีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2547 ตามที่ศูนย์ส่งเสริมอาชีพฯ ได้มีหนังสือขอพระราชทานพระอนุญาต
ดอกแก้วกัลยาได้จดลิขสิทธิ์ 2 ฉบับ คือ
1.ในนามสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และทรงมอบให้คณะกรรมการส่งเสริมอาชีพ ฯ เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
2.ในนามศูนย์ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคนพิการ
สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ดอกแก้วกัลยานั้นเป็นดอกไม้ในจินตนาการ มาจากดอกไม้ 2 ชนิดด้วยกันคือ
ดอกแก้ว และดอกแก้วเจ้าจอม ที่มีกลีบดอกสีฟ้าคราม ซึ่งดอกแก้วทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นดอกไม้ยืนต้นที่แข็งแรง ใบสวยงาม ออกดอกเป็นพวง ให้ความหมายเปรียบเทียบประดุจคนเราทุกคนมีน้ำใจเป็นหนึ่งเดียว เพราะฉะนั้นความหมายโดยรวมของดอกแก้วกัลยานั้นคือ ดอกไม้จากนางแก้ว ที่มีน้ำพระหฤทัยสดใส ให้แสงสว่างอบอุ่นกับมวลหมู่คนพิการในแผ่นดินไทย ดั่งน้ำพระหฤทัยจากองค์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์