Thank...you

+++ขอบคุณสำหรับการเข้ามาชมบล็กนะค่ะ+++

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ทายนิสัย... จากเครื่องดื่มสุดโปรด


-น้ำหวาน : คนที่ชอบดื่มน้ำหวานมักเป็นคนรักสงบ ชอบทำงานที่มีความมั่นคง มีความมานะพยายามสูง ไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่ก็เป็นคนมองโลกในแง่ดี
-น้ำอัดลม :แสดงว่าเป็นคนที่ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่ชอบการบังคับและกฏเกณฑ์ ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น แต่ก็สนใจธรรมะสนใจเรื่องแปลกใหม่และชอบการผจญภัย
-ผลไม้ : มักเป็นคนที่มีความขยันขันแข็ง มีความสุขมากกับการทำงานชอบช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ค่อนข้างเจ้าระเบียบและจู้จี้จุกจิกให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
-กาแฟ : คนที่เป็นคอกาแฟมักเป็นคนที่มีความคาดหวังในชีวิตสูง และมีความใจเย็น ที่จะรอสิ่งที่หวัง ต้องการความมั่นคงทางการเงิน เป็นคนเจ้าระเบียบ จริงจัง และตรงไปตรงมา
-น้ำชา : มักเป็นคนที่มีความนุ่มนวลอ่อนโยนและชอบเอาอกเอาใจคนอื่น เข้ากับคนง่าย ปรับตัวเก่ง ไม่ชอบความขัดแย้ง มักลังเลในการตัดสินใจ เป็นคนที่มีความซื่อสัตย์และยุติธรรม
-ไวน์ : เป็นคนที่มีกฏเกณฑ์ในชีวิต ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีมาก และยึดมั่นในความถูกต้อง รู้จักกาละเทศะ เข้าสังคมเก่ง แต่ค่อนข้างเป็นคนอนุรักษ์นิยม
-เบียร์ : เป็นคนมีชีวิตชีวา กล้าหาญ รักการผจญภัย แต่เป็นคนใจร้อนไม่ค่อยรอบคอบ เปลี่ยนใจง่าย แต่ก็เป็นตัวของตัวเอง มีความเป็นอิสระสูงและชอบการแสดงออก
-ดื่มเหล้า : คนที่ชอบดื่มเหล้าทุกชนิด เช่น บรั่นดี วิสกี้ แม่โขง มักเป็นคนที่รักความสนุกสนาน ใจกว้าง แต่เป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ บุคลิกดูเข้มแข็ง แต่จิตใจอ่อนแอ

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

Cichlidae


La famille des Cichlidés appartient au sous-ordre des Labroidei, qui compte aussi des familles comme les Pomacentridés (Poisson clown) ou les Scaridés (Poisson perroquet).
Cette
famille comporte plus de 200 genres et 1 200 espèces, réparties principalement en Afrique, en Amérique Centrale, Amérique du Sud, Texas (une espèce), Israël, Madagascar, Syrie, Iran, Sri Lanka et sur les côtes sud des Indes. De nombreuses espèces sont importées et parfois élevées en Europe à des fins aquariophiles, en raison de leur coloration vive et de leurs mœurs parfois évoluées.
On compte parmi ses membres les plus célèbres le
scalaire, l'oscar ou encore le discus.
La disparition massive des 200 espèces différentes de cichlidés du
lac Victoria, espèces qui se sont diversifiées depuis 12 000 ans, est une illustration des menaces qui pèsent sur la biodiversité (voir aussi : Le Cauchemar de Darwin).
Caractéristiques
Caractéristiques physiques
nageoires dorsale et anale constituées de rayons épineux dans la partie antérieure et mous dans la partie postérieure.
nageoires pelviennes dotées de quelques rayons épineux durs et pointus
absence de
dents sur le palais mais présence de dents pharyngiennes et dents maxillaires.
une seule paire de narines (contre deux pour la plupart des poissons)
ligne latérale interrompue chez la plupart des espèces, en deux et parfois trois segments.
Comportement
Le comportement évolué des cichlidés fascine les aquariophiles. Mis à part la faculté d'apprentissage qu'ils montrent en captivité (notamment chez l'oscar, souvent considéré comme l'équivalent aquatique du chien), on peut citer leur mode de reproduction : quand les œufs ne bénéficient pas d'une incubation buccale, maternelle, paternelle ou bi-parentale, ils sont jalousement surveillés par les parents, qui n'hésitent pas à veiller sur leur progéniture longtemps après l'éclosion, en offrant, pour certaines espèces, leur bouche comme protection et moyen de locomotion aux alevins.

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

Lapin


Le mot lapin (/lapε/) est un terme très général qui désigne plus d'une vingtaine d'espèces de mammifères à grandes oreilles de la famille des léporidés, réparties dans sept genres biologiques. A lui seul le Lapin européen (Oryctolagus cuniculus) est à l'origine des multiples races de lapins domestiques élevées à présent dans le monde entier. Les lapins ont en commun une silhouette moins élancée que celle des lièvres et, contrairement à ces derniers, ils naissent aveugles et nus, cachés dans un nid avant de pouvoir sortir à l'air libre. Les animaux désignés par ce terme sont très présents dans la culture. Le mot « lapin » est utilisé aussi bien comme patronyme que comme marque commerciale. De nombreux personnages fictifs célèbres sont également des lapins et l'animal aux longues oreilles est présent dans l'art et la littérature tout autant que dans la culture populaire, la mythologie et la symbolique de plusieurs continents.

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2551

เทศกาลกินเจ







ประเพณีการกินเจกำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนทุกๆ ปี รวม 9 วัน 9 คืน มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน
ตำนาน
ตำนานที่ 1
ชาวจีนกินเจเป็นการบำเพ็ญกุศลเพื่อรำลึกถึงวีรชน 9 คน ซึ่งเรียกว่า “หงี่หั่วท้วง” ซึ่งได้ต่อสู้กับชาว
แมนจูอย่างกล้าหาญถึงแม้จะแพ้ก็ตาม ชาวบ้านได้พากันถือศีลกินเจนุ่งขาวห่มขาวเพราะเชื่อว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยชำระจิตวิญญาณเกิดความเข้มแข็งทางร่างกายและจิตใจ
ตำนานที่ 2
เพื่อเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการบูชา
พระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ดาวนพเคราะห์” ทั้ง 9 ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ ในพิธีกรรมบูชานี้สาธุชนในพระพุทธศาสนาสละเวลาทางโลกมาบำเพ็ญศีลงดเว้นเนื้อสัตว์และแต่งกายด้วยชุดขาว
ตำนานที่ 3
ผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่าย
มหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีลกาล 7 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือพระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์(หรือ “เก้าอ๊อง”)ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ด้วยกันคือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาติดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ
ตำนานที่ 4
กินเจเพื่อเป็นการบูชากษัตริย์เป๊ง “กษัตริย์เป๊ง” เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ้องซึ่งสิ้นพระชนม์โดยทรงทำอัตวินิบาตกรรม (การฆ่าตัวตาย) ในขณะที่เสด็จไต้หวันโดยทางเรือ เมื่อมีพระชนนมายุได้ 9 พรรษา พิธีบูชาเพื่อระลึกถึงราชวงศ์ซ้องนี้ มีแต่เฉพาะในมณฑลฮกเกี้ยนซึ่งเป็นดินแดนผืนสุดท้ายของราชวงศ์ซ้องเท่านั้น โดยชาวฮกเกี้ยนได้จัดทำพิธีดังกล่าวนี้ขึ้นด้วยการอาศัยศาสนาบังหน้าการเมือง การที่เผยแผ่มาสู่เมืองไทยได้นั้นเพราะชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพจากฮกเกี้ยนนำมาเผยแผ่อีกทอดหนึ่ง
ตำนานที่ 5
1500 ปีมาแล้ว มณฑลกังไสเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมาก ฮ่องเต้เมืองนี้มีพระราชโอรส 9 พระองค์ซึ่งเป็นเลิศทั้งบุ๋นและบู๊จึงทำให้หัวเมืองต่างๆ ยอมสวามิภักดิ์ ยกเว้นแคว้นก่งเลี้ยดที่มีอำนาจเข้มแข็งและมีกองกำลังทหารที่เหนือกว่า ทั้งสองแคว้นทำศึกกันมาถึงครั้งที่ 4 แคว้นก่งเลี้ยดชนะโดยการทุ่มกองกำลังทหารที่มีทั้งหมดที่มากกว่าหลายเท่าตัวโอบล้อมกองทัพพระราชโอรสทั้งเก้าไว้ทุกด้าน แต่กองทัพก่งเลี้ยดไม่สามารถบุกเข้าเมืองได้จึงถอยทัพกลับ
จนวันหนึ่งชาวกังไสเกิดความแตกสามัคคีและเอาเปรียบกัน เทพยดาทราบว่าอีกไม่นานกังไสจะเกิดภัยพิบัติจึงหาผู้อาสาช่วยแต่ชาวบ้านจะพ้นภัยได้ก็ต่อเมื่อได้สร้างผลบุญของตนเอง ดวงวิญญาณพระราชโอรสองค์โตรับอาสาและเพ่งญาณเห็นว่าควรเริ่มที่บ้านเศรษฐีใจบุญ ลีฮั้วก่าย
คืนวันหนึ่งคนรับใช้แจ้งเศรษฐีลีฮั้วก่ายว่ามีขอทานโรคเรื้อนมาขอพบเศรษฐีจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าเดินทาง แต่ขอทานไม่ไปและประกาศให้ชาวเมืองถือศีลกินเจเป็นเวลา 9 วัน 9 คืนผู้ใดทำตามภัยพิบัติจะหายไป เศรษฐีนำมาปฏิบัติก่อนและผู้อื่นจึงปฏิบัติตามจนมีการจัดให้มีอุปรากรเป็นมหรสพในช่วงกินเจด้วย
เล่าเอี๋ยเกิดศรัทธาประเพณีกินเจของมณฑลกังไสจึงได้ศึกษาตำราการกินเจของเศรษฐีลีฮั้วก่ายที่บันทึกไว้ แต่ได้ดัดแปลงพิธีกรรมบางอย่างให้รัดกุมยิ่งขึ้นและให้มีพิธียกอ๋องส่องเต้ (พิธีเชิญพระอิศวรมาเป็นประธานในการกินเจ)
ตำนานที่ 6
ชายขี้เมานามว่า เล่าเซ็ง เข้าใจผิดคิดว่าแม่ตนตายไปเพราะเป็นโรคขาดสารอาหาร จนคืนหนึ่งแม่ได้มาเข้าฝันบอกว่า แม่ตายไปได้รับความสุขมากเพราะแม่กินแต่อาหารเจและตอนนี้แม่อยู่บนเขาโพถ้อซัว ตั้งอยู่บนเกาะน่ำไฮ้ ในมณฑลจิ๊ดเจียงถ้าลูกอยากพบแม่ให้ไปที่นั่น
ครั้นถึงเทศกาลไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมที่เขาโพถ้อซัว เล่าเซ็งอยากไปแต่ไปไม่ถูกจึงตามเพื่อนบ้านที่จะไปไหว้พระโพธิสัตว์ เพื่อนบ้านเห็นเล่าเซ็งสัญญาว่าจะไม่กินเหล้าและเนื้อสัตว์จึงให้ไปด้วย ระหว่างทางเดินสวนกับคนขายเนื้อเล่าเซ็งลืมสัญญาที่ให้ไว้เพื่อนบ้านก็หนีไป โชคดีที่มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่านมาและต้องการไปไหว้พระโพธิสัตว์เล่าเซ็งจึงขอตามนางไป
เมื่อถึงเขาโพถ้อซัวขณะที่เล่าเซ็งก้มลงกราบไหว้พระโพธิสัตว์นั้น เขาเห็นแม่ลอยอยู่เหนือกระถางธูปที่คนอื่นมองไม่เห็น ขณะเดินทางกลับเขาได้แยกทางกับหญิงสาวและได้พบเด็กชายคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่จึงเข้าไปถามไถ่ได้ความว่าเป็นลูกของเขากับภรรยาที่เลิกกันไปนานแล้ว เขาจึงพาไปอยู่ด้วยแล้ววันหนึ่งหญิงสาวที่นำทางไปเขาโพถ้อซัวมาขออาศัยอยู่ด้วย ทั้งสามอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
หญิงสาวผู้นั้นเป็นสาวบริสุทธิ์ประพฤติตนเป็นคนดีอยู่ในศีลธรรมและถือศีลกินเจอยู่เนืองนิตย์ นางรู้ว่าใกล้ถึงวันตายของนางแล้วจึงบอกเล่าเซ็ง เมื่อถึงวันนั้นนางอาบน้ำแต่งตัวด้วยอาภรณ์ที่ขาวสะอาดแล้วนั่งสักครู่ก็สิ้นลม เล่าเซ็งเห็นการจากไปด้วยดีของนางคล้ายกับแม่จึงเกิดศรัทธายกสมบัติให้ลูกชายแล้วประพฤติตนใหม่ เมื่อตายไปจะได้บังเกิดผลเช่นเดียวกับแม่และหญิงสาวและประเพณีกินเจจึงเริ่มขึ้น

ตำนานที่ 7
การกินเจที่ภูเก็ตมีคณะงิ้วจากเมืองจีนมาเปิดการแสดงที่กะทู้นานเป็นแรมปี แล้วบังเอิญช่วงนั้นเกิดโรคระบาดขึ้นคณะงิ้วจึงจัดให้มีพิธีกินเจและสร้างศาลเจ้าขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ หลังจากนั้นโรคภัยไข้เจ็บก็หายสิ้น ชาวกะทู้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงปฏิบัติตาม และหลังจากประกอบพิธีอยู่ประมาณ 2-3 ปี ผู้ศรัทธามากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับอยากได้พิธีกินเจที่สมบูรณ์ตามแบบประเพณีมณฑลกังไส ประเทศจีน จึงได้ส่งตัวแทนไปนำควันธูป (เหี่ยวเอี้ยน) ในการเดินทางกลับจะต้องคอยจุดธูปต่อกันมิให้ดับมอด ศาลเจ้ากะทู้จึงได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของพิธีกินเจในปัจจุบัน
ความหมายของ เจคำว่า เจ ในภาษาจีนทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีความหมายเดียวกับคำว่า
อุโบสถ ดังนั้นการกินเจก็คือการรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน เหมือนกับที่ชาวพุทธในประเทศไทยที่ถืออุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8 โดยไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว
แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีลของชาวพุทธฝ่ายมหายานที่ไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนิยมนำการไม่กินเนื้อสัตว์ไปรวมกันเข้ากับคำว่ากินเจ กลายเป็นการถือศีลกินเจ ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่ากินเจ ฉะนั้นความหมายก็คือคนกินเจมิใช่เพียงแต่ไม่
กินเนื้อสัตว์ แต่ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ
แจมิได้แปลว่า อุโบสถ
ในภาษาจีนมี(กลุ่ม)คำหรือวลีที่ใช้อักษรแจ(เจ, 齋 / 斋 )เป็นตัวประกอบร่วมด้วยหลายคำ แต่คำว่าโป๊ยกวนแจไก่ (八關齋戒 ) ซึ่งเป็นศัพท์ของทางพุทธศาสนา ดูจะเป็นคำที่นิยมหยิบยกมาใช้อธิบายความหมายของอักษรแจเสมอมา
โป๊ยกวนแจไก่ (八關齋戒 ) แปลว่า ศีลบริสุทธิ์แปดประการ ซึ่งก็คือ “ศีลแปด”ที่เรารูจักกันดี
คนไทยในรุ่นปู่ย่าตายายที่เคร่งในศีลวัตรจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ในวันธรรมสวนะภายในพระอุโบสถ ศีลแปดจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ อุโบสถศีล ”
ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องกินเจที่ไม่เข้าใจภาษาและที่มาของคำจึงแปลอักษรแจผิดว่า “อุโบสถ” ซึ่งคำแปลนี้ก็ฮิตติดตลาดและถูกคัดลอกไปใช้บ่อยอย่างน่ารำคาญใจ เพราะหากจะเอาตามความในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานแล้ว
อุโบสถ เป็นคำนาม หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ประชุมกันทำสังฆกรรมต่างๆ เรียกย่อว่า โบสถ์
การแปลและเข้าใจคลาดเคลื่อนดังกล่าวยังถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายวัตรปฏิบัติของการกินเจผิดตามไปด้วยว่า “การกินเจต้องถือศีลข้อวิกาลโภชน์” หรือการงดกินของขบเคี้ยวหลังเที่ยงวันไปแล้ว ซึ่งเป็นศีลข้อหนึ่งในศีลแปด ทั้งๆที่โรงครัวของศาลเจ้าหรือโรงเจที่เปิดเลี้ยงผู้คนในช่วงเทศกาลกินเจล้วนแต่มีอาหารมื้อเย็นให้กับผู้เข้าไปกิน ยิ่งวันที่มีการประกอบพิธีกรรมในตอนค่ำยังมีอาหารมื้อค่ำบริการเสริมให้เป็นพิเศษด้วย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงเทศกาลกินเจนั้นเขาถือเพียงศีลห้าที่เป็นนิจศีล ไม่ได้ครองศีลแปดอย่างที่หลายคนเข้าใจ (เว้นแต่ผู้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะครองศีลแปดเป็นการส่วนตัวเท่านั้น)
ในทางอักษรศาสตร์จีน อักษรตัว “แจ” มีพัฒนาการมาจาก ตัวอักษร ฉี “ 齊 ” ซึ่งแปลว่าบริบูรณ์ , เรียบร้อย อักษรแจเกิดจากการเพิ่มเส้นตั้งและสองจุด ( 小 ) เข้าไปกลางอักษรฉี ทำให้เกิดตัว ซื ( 示 ) ซึ่งแปลว่าการสักการะ อยู่ในแก่นกลางของตัวฉี
แจ( 齋 ) จึงมีความหมายว่า การรักษาความบริสุทธิ์(ทั้งกายและใจ)เพื่อการสักการะ หรือ การปฏิบัติบูชาถวายเทพยดา
ซึ่งการอธิบายในแนวทางนี้จะสอดคล้องกับ คำว่า “ 齋醮 ” ในลัทธิเต๋า ซึ่งย่อมาจากคำว่า 供齋醮神 ที่แปลว่าการบำเพ็ญกายใจให้บริสุทธิ์เพื่อเป็นสักการะบูชาเทพยดา
ความหมายของแจในศาสนาอิสลาม
ศัพท์คำว่า ศีลแจ / 齋戒 ในภาษาจีน นอกจากใช้ในลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธแล้ว ยังหมายถึง “ศีลอด” ที่ถือปฏิบัติในเดือนถือศีลอดของชาวจีนอิสลาม สาระของศีลก็คือการห้ามรับประทานอาหารใดๆในระหว่างเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นจวบจนลับขอบฟ้า ตลอดเดือนถือศีลอด
แจในวัฒนธรรมดั่งเดิมของจีน
ศัพท์ แจ พบในเอกสารจีนเก่าที่มีอายุกว่าสองพันปีหลายฉบับ เช่น 禮記 , 周易 , 易經 , 孟子 , 逸周書 (เอกสารที่อ้างนี้ปัจจุบันถือว่าเป็นคัมภีร์ในลัทธิหยู) เอกสารเหล่านั้นยังใช้อักษรตัวฉี(齊 )แต่เวลาอ่านออกเสียงกลับต้องอ่านออกเสียงว่า ไจ เช่น คำว่า ไจเจี๋ย / 齊潔 หรือ ไจเจี้ย / 齊戒 ซึ่งก็คือการออกเสียงแจในสำเนียงแต้จิ๋วนั่นเอง อักษรฉีในเอกสารนั้นนักอักษรศาสตร์ตีความว่าแท้จริงแล้วก็คืออักษรตัวแจหรือใช้แทนตัวแจ แจที่ว่านี้หาได้หมายถึงการงดกินของสดคาว หรือ การงดรับประทานอาหารหลังเที่ยง หากหมายถึงการชำระล้างร่างกาย สงบจิตใจ และสวมใส่เสื้อผ้าใหม่สะอาด เป็นการเตรียมกายและใจให้บริสุทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมสักการะบูชา ขอพร หรือแสดงความขอบคุณต่อเทพยดาแห่งสรวงสวรรค์
แจเพื่อการจำแนกความเคร่งครัดของภิกษุฝ่ายมหายาน
ศีลของภิกษุฝ่ายมหายาน ในส่วนเกี่ยวกับการฉันของภิกษุแตกต่างจากฝ่ายเถรวาททั้งมีการจำแนกเป็นสอง
ลักษณะตามสำนักศึกษาได้แก่
1.เหล่าที่ถือมั่นในศีลวิกาลโภชน์และฉันอาหารเจ จะไม่ฉันอาหารหลังอาทิตย์เที่ยงวัน เรียก ถี่แจ /持齋
2.เหล่าที่ถือมั่นแต่การฉันอาหารเจ เรียกถี่สู่ /持素
เจียะแจ
ความหมาย
เจียะแจ (食齋 ) เป็นการออกเสียงตามสำเนียงถิ่นแต้จิ๋ว ศัพท์คำนี้ใช้และเป็นที่เข้าใจแต่ทางตอนใต้ของจีนโดยเฉพาะแถบลุ่มอารยะธรรมหลิ่งหนาน (領南)ในมณฑลกวางตุ้ง อันเป็นแหล่งอาศัยดั่งเดิมของคนแคะ แต้จิ๋ว กวางตุ้งและไหหนำ ซึ่งเป็นชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทย เจียะแจตรงกับคำว่า ชือซู ( 吃素 )ในภาษาจีนกลาง (สำเนียงปักกิ่ง)
เจียะ ( 食 ) ในภาษาถิ่นใต้ หากใช้ในความหมายของคำกิริยา แปลว่า กิน
แจ ( 齋 ) แปลว่า บริสุทธิ์ ( 清淨 ) ( อ้างตามปทานุกรมพุทธศาสนาฉบับ วัดฝอกวงซัน ,ไต้หวัน )
เจียะแจ หรือ ตรงกับคำไทยที่นิยมใช้กันว่า กินเจ จึงแปลว่า การกินอาหารที่บริสุทธิ์ตามความเชื่อ(ในลัทธิกินเจ) ซึ่งหมายความถึงอาหารที่ไม่คาวหรือไม่เจือปนซากผลิตภัณฑ์ของสัตว์ รวมทั้งไม่ปรุงใส่พืชผักต้องห้าม
คำว่าเจียะแจนี้ชาวจีนฮกเกี้ยนทางปักษ์ใต้แถบจังหวัดภูเก็ตเรียกต่างออกไปว่า เจียะไฉ่ (食菜) ที่แปลตามตัวอักษรได้ว่า “กินผัก” แต่มีนิยามหรือความหมายตรงกับคำว่าเจียะแจที่กล่าวข้างต้น
ประโยชน์
1. กินเจเพื่ออะไร?
ผู้ที่กินเจอาจจะมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันไป แต่จุดประสงค์หลักสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจเป็นอาหารประเภท
ชีวจิต เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่างๆ ออกจากร่างกายได้ ปรับระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหารให้มีเสถียรภาพ
2. กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อ จิตใจและที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเรา
3. กินเพื่อเว้นกรรม ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่าการกินซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นองเราเป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลงเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อผู้หยั่งรู้เรื่องกฎแห่งกรรมนี้จึงหยุดกินหยุดฆ่าหันมารับประทานอาหารเจ ซึ่งทำให้ร่างกายเติบโตได้เหมือนกัน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น
การปฏิบัติตนในช่วงกินเจ
ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืน ผู้ที่ต้องการกินเจอย่างครบถ้วยสมบูรณ์ตามประเพณีการกินเจ จะต้องปฏิบัติดังนี้
1.งดเว้นเนื้อสัตว์หรือทำอันตรายต่อสัตว์
2.งด
นม เนย และน้ำมันที่มาจากสัตว์
3.งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก
4.งดผักหรือเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง เช่น
ผักชี กระเทียม หัวหอม ต้นหอม กุยช่าย รวมทั้งใบยาสูบ สิ่งเสพติดและของมึนเมาต่างๆ
5.รักษา
ศีลห้า
6.รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์
7.ทำบุญทำทาน
8.นุ่งขาวห่มขาว
สำหรับผู้ที่เคร่งครัดเพื่อการกินเจให้เป็นไปอย่างบริสุทธ์โดยแท้ จะเพิ่มการปฏิบัติโดยการกินอาหารเฉพาะที่คนกินเจด้วยกันเป็นผู้ปรุงเท่านั้น รวมถึงจะล้างหม้อไหจนสะอาดเอี่ยมแยกภาชนะสำหรับการปรุงอาหารเจไว้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังจุด
ตะเกียงไว้ 9 ดวงตลอดช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน โดยไม่ปล่อยให้ดับเพื่อเป็นพุทธบูชาและรำลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ญาติพี่น้องตลอดจนผู้ที่มีบุญคุณต่อผืนแผ่นดินเกิด
เจ็ดวันอันควรงดเว้นจากการกินเนื้อสัตว์
แม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนมากที่ยังคงเข่นฆ่ากินเลือดกินเนื้อสัตว์ทุกวัน แต่อย่างน้อยที่สุดควรหยุดคิดสักนิดให้เห็นถึงความสำคัญของวันทั้ง 7 ที่ควรงดเว้นเนื้อสัตว์เพื่อเป็นมงคลชีวิตสู่ความสำเร็จของตนเองและครอบครัว ถือเป็นมหากุศลและเมตตาธรรมสูงสุด
กินเจในวันเกิดของตนเอง
วันที่เราได้เกิดมามีชีวิตไม่ควรทำลายผู้อื่น สัตว์ทั้งหลายเมื่อถือกำเนิดมาบนโลกต่างก็อยากมีชีวิตอยู่ยืนยาว เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่ไปฆ่าผู้อื่นแล้วกินเลือดกินเนื้อเขาเพื่อฉลองวันเกิดของตนเองซึ่งเป็นการตัดทอนอายุขัยของผู้อื่นให้สั้นลงแล้วจะหวังให้ตนเองมีอายุยืนยาวได้อย่างไร
กินเจในวันเกิดของลูกหลาน
ในวันเกิดของลูกหลานวันที่ชีวิตใหม่ถือกำเนิดผู้เป็นพ่อแม่ต่างชื่นชมยินดีเป็นที่สุด ลูกของเราเรารักดังแก้วตาดวงใจยามลูกนอนก็คอยปัดเป่าพัดวีแม้แต่ยุง เหลือบ ริ้น ไร มิยอมให้ขบกัด สัตว์ทุกตัวก็รักลูกของเขาเช่นเดียวกับมนุษย์ ดวงใจของผู้เป็นพ่อแม่ ไม่มีแบ่งแยกว่าเป็นมนุษย์หรือสัตว์ ลูกของใครใครก็รักเพราะฉะนั้นวันที่เราได้ลูกต่างสุดแสนดีใจแล้วทำไมจึงต้องทำให้ผู้อื่นเสียใจที่ลูกต้องตายจากไป
กินเจในวันแต่งงานหรือวันมงคลสมรส
วันแต่งงานหรือวันมงคลสมรสเป็นวันที่มีความหมายอย่างยิ่งในชีวิต ในชั่วชีวิตของแต่ละคนจะมีงานมงคลนี้เพียงครั้งเดียว ทุกคนเมื่อแต่งงานกันแล้วต่างก็อยากมีชีวิตที่ยั่งยืนได้ครองรักกันไปจนแก่เฒ่า คู่รักของใครต่างก็รักและหวงแหนไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำอันตราย สัตว์ก็มีคู่ชีวิตรู้จักรักและหวงแหนเช่นกัน หากวันที่เราได้คู่ชีวิตมาเคียงข้างกลับเป็นวันที่เราพรากชีวิตคู่ของผู้อื่นมานั้นมันช่างไม่ยุติธรรมเลย ดังนั้นวันที่เราแต่งงานได้คู่ครองจึงไม่ควรพราดชีวิตสัตว์อื่น
กินเจในวันงานเลี้ยงเพื่อนฝูงญาติมิตร
ในโอกาสจัดงานเลี้ยงสังสรรค์รับรองเพื่อนฝูงญาติมิตรทุกคนที่มาร่วมชุมนุมต่างปลื้มปีติที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง โอกาสที่น่ายินดีเช่นนี้เราไม่ควรใช้ชีวิตเลือดเนื้อของผู้อื่นมาเลี้ยงฉลองเพราะขณะที่เราดีใจที่ฉลองด้วยเลือดเนื้อผู้อื่น แต่สัตว์ทั้งหลายต่างโศกเศร้าเสียใจที่ต้องตายจากกันไป หากจัดเลี้ยงเพื่อนฝูงด้วยอาหารพืชผักและผลไม้ถือได้ว่าเป็นบุญกุศลยิ่งใหญ่ที่บังเกิดขึ้นแก่เพื่อนฝูงผู้มาร่วมงานซึ่งถือว่าเป็นความปีติยินดีให้แก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
กินเจในวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
ผู้ที่มีความกตัญญูที่แท้จริงไม่พึงกระทำอย่างยิ่งในงานบำเพ็ญกุศลอุทิศให้แก่ผู้ที่เราเคารพรัก ทุกคนรู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ฉะนั้นในงานศพจึงไม่ควรทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องตายตามไปด้วย ดวงวิญญาณของคนที่เขาเคารพรักเหล่านั้นย่อมจะจากไปโดยไม่มีความสงบสุขแน่หากรู้ว่างานศพของตนเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้อื่นต้องล้มตายลงอย่างมากมาย
กินเจในงานทำบุญสร้างกุศลทุกโอกาส
คนเรามีโอกาสประสบสิ่งดีๆ ในชีวิตมีโอกาสที่ได้สร้างบุญกุศลอยู่เสมอ เช่น วันขึ้นปีใหม่หรือวันทำบุญอื่นๆ การจัดงานทำบุญในวันเหล่านี้ทุกคนต่างก็มุ่งหวังให้ตนมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่ง ให้มีชีวิตที่ดีได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป ฉะนั้นในงานสร้างบุญกุศลทุกงานจึงไม่สมควรเลี้ยงพระ เณร แขกเหรื่อและเพื่อนฝูงด้วยชีวิตและความตายของสัตว์ เพราะเหตุนี้ในโอกาลงานบุญงานกุศลที่เราทุกคนปรารถนาแต่ความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าอยู่เย็นเป็นสุขจึงไม่ควรสร้างบาปซึ่งเป็นเหตุให้ชีวิตผู้อื่นต้องตาย
กินเจในโอกาสขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ในโอกาสที่ไปกราบไหว้สักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าพระองค์ใดก็ตาม ทุกคนควรชำระล้างปาก ลิ้น ให้สะอาดด้วยการกินเจ กระทำตนให้สะอาดทั้งกายวาจาและจิตใจ เมื่อนั้นก็จะบังเกิดความสุขความเจริญเป็นสิริมงคลแก่ตัวเราเอง การถวายเครื่องสักการะอื่นใดแม้จะมีราคาแพงสักเท่าไรมันก็เป็นเพียงวัตถุสิ่งของเท่านั้น ขอให้ทุกคนจงนำเอา “จิตใจอันดีงาม” ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของทุกๆ คนออกมาถวายเป็นเครื่องสักการะต่อสิ่งศักดิ์สิทธ์เบื้องบน จิตใจที่มีแต่ความบริสุทธิ์ดีงามของมนุษย์นี่แหละเป็นเครื่องสักการะอันล้ำค่าที่สุด






วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551

Palais de Sanam Chan


Le palais de Sanam Chan est situé derrière Phra Pathom Chedi à Nakhon Pathom, en Thaïlande. Il a été construit en 1907, durant le règne de Rama V. Le futur roi Mongkut (Rama VI), alors prince royal, avait acheté la terre près de l'étang de Chan (Sanam Chan) pour construire un palais, et l'avait appelée palais de Sanam Chan d’après le nom de l'étang.
Le palais de Sanam Chan comporte une salle du trône ainsi que d'autres structures comme le Tap Kaew, Tap Kwan, Mareeratcharatta Ballang, Chalee Mongkhon-ard, Sala long Song, un théâtre, la gare de Sanam Chan et le bâtiment de Phra Kam Sakkhee.
Actuellement, une partie du palais de Sanam Chan est la résidence du vice-gouverneur de la
province de Nakhon Pathom, alors que les autres forment une partie de l'université de Silapakorn, campus de Tap Kaew. ces bâtiments sont ouverts au public.


Histoire

Le Roi Rama VI se rendait compte de l'importance religieuse et culturelle de Nakhon Pathom. C'était également un endroit stratégique et pouvant être facilement défendu, alors que la Thaïlande était confrontée aux menaces des puissances occidentales et Nakhon Pathom jouait le rôle d'une seconde capitale.
Le Roi Rama VI plus tard créa les corporations des sauvages de tigre, organisation composée de civils pour la défense du pays. Il transforma le palais en camp de formation pour les corporations des sauvages de tigre.
Le Roi Rama VI est venu résider au palais de Sanam Chan chaque année, et il y a achevé beaucoup de travaux littéraires, comme « Thao Saen Pom » et sa traduction de «
Roméo et Juliette ».
Le 24 novembre
1982, les habitants de Nakhon Pathom ont érigé une statue à la mémoire du Roi Rama VI dans le secteur du palais de Sanam Chan.


Résidence Chalee Mongkhon-ard

La résidence Chalee Mongkhon-ard était la résidence du Roi Rama VI, la cérémonie d’inauguration le palais ayant eu lieu en 1917. Il est maintenant ouvert de public tous les jours.
L'architecture est romantique mélangé avec des influences du modèle de la Renaissance française et du modèle à colombage de l'Angleterre, convenablement modifié pour convenir au climat thaï.
Le bâtiment a deux étages est peint couleur d'oeuf, avec le toit couvert de tuiles rouges. Il y a deux salles aux niveaux supérieurs, une chambre à coucher et une étude. Un balcon semi- circulaire dépasse de chaque pièce. Là aussi deux salles sur le rez-de-chaussée, entouré par une véranda.
Chalee Mongkhon-ard est situé au sud d'une grande pelouse. En 1915, il a été renommé « Chalee Mongkhon-ard ». Le mot Chalee vient de « Jarlet », le nom du chien préféré du Roi Rama VI. Il y a une statue de cuivre du chien à l'avant du Hall.
Le Roi Rama VI employait ce hall la plupart du temps quand il rendait visite à des troupes des corporations des sauvages de tigre et pour des d’autres fonctions royales. A beaucoup d'occasions, le Hall a été employé par le roi en accordant des assistances aux ambassadeurs et aux membres de la redevance. Le rez-de-chaussée a une fois utilisé au bureau du journal Dusit Smith.


Résidence Tap Khwan

La résidence Tap Khwan est un beau bâtiment de style Thaï entouré par plusieurs grands et nombreux arbres, y compris Chan, Champee et Nang Yaem. Le Roi Rama VI a construit le Tap Kwan en même temps que le Tap Kaew, de style occidental, qui se trouve de l'autre côté de la route. La cérémonie d'inauguration pour le Tap Khwan a été tenue en 1911. Il est maintenant ouverte de public.
Le Tap Khwan est un groupe de huit bâtiments, quatre d'entre eux grands et orientés vers les quatre directions de la boussole. Elles se composent des deux dortoirs, d'un hall et d'une cuisine. Les quatre plus petits bâtiments aux quatre coins consistent en une volière, des quarts des domestiques et une réserve. Les huit bâtiments sont reliés par une véranda. Tous les bâtiments, y compris la véranda, sont construits avec du teck. La construction est par les méthodes traditionnelles antiques et est de haute qualité. Le toit est couvert de feuilles de paume. Ces bâtiments thaïs sont uniques et fournissent un bon exemple de modèle de construction thaïe pour la jeune génération de la Thaïlande.
Le Tap Khwan a été employé comme sièges sociaux du champ de la compagnie des corporations des sauvages de tigre et le Roi Rama VI restait ici pendant les manoeuvres. Le Tap Khwan a subi des rénovations et la princesse Maha Jakri Sirindhorn présida aux célébrations le 30 mars 1984.
La société des architectes thaïs a attribué le prix du Tap Khwan pour la conservation de la catégorie thaïe traditionnelle d'architecture pendant cette année.

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551

บุคลิกที่ทำให้คน อยากคบหาสมาคมด้วย

เปิดการสนทนาการเอ่ยปากทักทายผู้อื่นก่อนเป็นเรื่องที่ดี ที่น่ารัก เป็นวิธีที่ช่วยได้มาก หากคุณเปิดการสนทนาด้วยตนเองก่อน เช่น เอ่ยทักทาย สอบถาม แสดงความช่วยเหลือ ฯลฯ ผู้อื่นก็จะรู้ว่าคุณพร้อมที่จะให้เขาเป็นผู้ร่วมสนทนา และการสนทนากันก็จะเริ่มขึ้น
ท่านผู้อ่านคะ ในแต่ละวันๆ เรามีโอกาสได้พบปะผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย และในจำนวนที่มิใช่น้อย เราจะเจอกันหรือพบกันอย่างเฉยเมยอย่างนั้นหรือ ชีวิตพวกเราจะเป็นอย่างไร บรรยากาศในการทำงานของเราจะเป็นอย่างไร หมู่บ้านของเราจะเป็นอย่างไร หากผู้คนเมินเฉยต่อกันหมด
เริ่มต้นพูดกับผู้อื่นก่อน โดยพูดด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใส นุ่มนวล มีสัมมาคารวะ พูดในกาลเทศะที่เหมาะงาม อาจเปิดด้วยการสอบถาม ตั้งคำถาม หรือชวนคุยในเรื่องใกล้ตัวขณะนั้น ที่อาจจะเกี่ยวข้องกันกับทั้งคุณและเขา เช่น ไวน์รสชาติดีนะคะ (กรณีที่อยู่ในงานเลี้ยงเดียวกัน) เพลงเพราะจังเลยนะคะ (อยู่ในงานเลี้ยงเล็กๆ) ทำงานที่นี่หรือคะ บ้านอยู่แถวนี้หรือครับ (เพิ่งพบกัน) ฯลฯ


หน้าตารับแขก
คนที่มีบุคลิกซึ่งเปิดกว้าง ใครพบใครเห็นก็รู้ว่าคนนี้ไม่ตัดรอนใคร ดูได้ง่ายที่สุดจากสีหน้าแววตา
คนบางคนชอบทำหน้าเหมือนม้าหมากรุก คือหน้าคว่ำ หน้าหงิกหน้างอ คนพวกนี้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เพราะเพียงแค่เห็นสีหน้าก็รู้แล้วว่า เขาไม่เปิดประตูรับใคร หรือไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะพูดจะจา หรือสื่อสารกับคนอื่น
ท่านผู้อ่านคะ หากเราไม่เปิดประตูต้อนรับ คนอื่นจะก้าวเข้ามาหาเราได้อย่างไร
ดังนั้น โปรดยิ้มแย้มแจ่มใส มีท่าทีที่ผ่อนคลาย ทั้งสีหน้า แววตา และอากัปกิริยา สิ่งเหล่านี้ควรเป็นหนึ่งในภาษากายที่จะสื่อสารให้คนรอบข้างรู้ว่า คุณไม่ปิดกั้นการเข้ามาของเขา
แลกเปลี่ยนความคิดได้
คนทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง และชอบที่จะแสดงความคิดของตัวเองออกมา จะเป็นการดีทีเดียวที่เขาพบว่า คุณเป็นคนหนึ่งที่เปิดรับการพร่ำพูดของเขา
ท่าทีที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์อย่างหนึ่งคือ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้
มีคนพูด และมีคนฟัง…
ผลัดกันพูด และผลัดกันฟัง…
เรียนรู้จากสิ่งที่พูดและฟังจากกันและกันดังนั้น ในการสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนเรา ไม่เพียงแต่เราเปิดรับเขาผ่านสีหน้าท่าทาง และผ่านการทักทายสนทนาเท่านั้น เรายังควรจะสานต่อความสัมพันธ์นั้นให้เหนียวแน่น และยั่งยืนต่อไปด้วย โดยการให้โอกาสอีกคนหนึ่งพูด และเปิดโอกาสให้คนเคยพูดได้รับฟังความคิดเห็นของคุณด้วย

ใส่ใจและจริงใจ
หลังจากที่ความสัมพันธ์ของคนเราพัฒนา ถึงขั้นที่สามารถพูดจากันได้สนิทใจแล้ว เรายังต้องมีวิธีหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์นั้นไว้ให้ยาวนานด้วย
ความสัมพันธ์ของคนเราต้องเติบโตและยั่งยืนค่ะ
คนที่รู้จักใส่ใจต่อกัน และจริงใจต่อกัน มักมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น เป็นเพื่อนรักเพื่อนตาย เป็นมิตรสหายทางการค้า เป็นเพื่อนคู่คิดในที่ทำงาน และอาจถึงกับเป็นญาติธรรมกันทางจิตวิญญาณโน่นทีเดียวจงใส่ใจทั้งสุขและทุกข์ของอีกฝ่าย ใช้การเปิดใจกว้างของเราให้ลึกซึ้งขึ้น นั่นคือ เดิมเราอาจเปิดใจกว้างด้วยการยิ้มแย้มต่อกัน ต่อมาก็เอ่ยปากทักทายกัน คำถามเริ่มมากขึ้น การพูดคุยเริ่มยาวนานขึ้น แล้วนำไปสู่การคบค้าอย่างถาวร
ระหว่างการคบค้า (ที่ตั้งใจว่าจะให้มัน) ถาวรนี้เอง การเอาใจใส่ต่อกันในเรื่องของความคิด อุปสรรค ปัญหาชีวิต ความสุข ความยินดี ฯลฯ ต้องมี ต้องเกิด และต้องปฏิบัติอย่างจริงใจ ออกมาจากใจจริง เช่น ไต่ถามทุกข์สุข แบ่งปันสิ่งของเครื่องใช้ แบ่งปันความรู้ ดูแลแนะนำยามป่วยไข้ ฯลฯ
คนทุกคนต้องการความใส่ใจ หากคนเราใส่ใจต่อกันให้มากขึ้น ความซึ้งใจต่อกันก็มีมากขึ้นด้วย

ไม่หน้าไหว้หลังหลอก
คนบางคนหน้าไหว้หลังหลอก ปากอย่างใจอย่าง พูดออกไปทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้สึก พูดเหมือนปากมันพล่อยของมันไปเอง อย่างนี้ไม่ดีค่ะ
การไม่หน้าไหว้หลังหลอกทำได้ตั้งแต่เริ่มต้นทักทายกันโน่นแล้ว รอยยิ้มที่มอบให้กันก็ต้องไม่ประดิษฐ์ยิ้ม แต่ต้องเป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากน้ำใสใจจริง คำพูดผ่านมาจากความคิด ความรู้สึก และการกลั่นกรอง การปฏิบัติดีต่อกันก็ออกมาจากความรู้สึกแท้ๆ ไม่ใช่เสแสร้งแกล้งทำเพราะหวังผลประโยชน์ตอบแทนการไม่หน้าไหว้หลังหลอก ถือเป็นการให้เกียรติกันที่ล้ำค่ามาก เพราะมิได้เป็นแค่การให้เกียรติกับคนอื่นๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการให้เกียรติแก่ตัวเองอย่างสูงยิ่งด้วย
คนที่มีเกียรติคือคนที่รู้จักให้เกียรติคนอื่นค่ะ

10 วิธีถนอมสายตา หน้าจอคอมพิวเตอร์


1. ควรเลือกจอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำเพื่อถนอมสายตา วิธีทดสอบง่ายๆ ทำได้โดยลองปิดสวิตช์จอภาพ แล้วเอามือหรือแขนไปจ่อไว้ใกล้ๆ จอภาพให้มากที่สุด จอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำจะแทบไม่รู้สึกถึงไฟฟ้าสถิตตามขนที่ผิว คือไม่รู้สึกขนลุก
2. ปรับแสงและความคมชัดของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้รู้สึกสบายตา รวมทั้งความสว่างภายในที่ทำงาน ลดแสงสะท้อนรบกวน เช่น ปิดไฟดวงที่สะท้อนจ้าลงบนจอคอมพิวเตอร์ หากทำงานกับคอมพิวเตอร์ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้าและจอภาพมีความสว่างมาก ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อดวงตาได้ง่ายและรวดเร็ว จะรู้สึกว่ามีอาการปวดร้าวดวงตาเร็วและแสบตาอย่างรุนแรง
3. ตำแหน่งของจอภาพควรห่างจากดวงตาประมาณ 18-24 นิ้ว หรือประมาณช่วงแขนเอื้อม และปรับให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 15-20 องศา หากระยะห่างระหว่างตากับจอภาพไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าและปวดตาได้ง่าย
4. ใช้แผ่นกรองรังสีติดไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้ว่าจะช่วยลดการกระจายรังสีจากจอคอมพิวเตอร์ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แล้วแต่คุณภาพของสินค้า แต่อย่างน้อยๆ ก็ช่วยลดแสงจ้าจากจอคอมพิวเตอร์ลงได้
5. ทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เสมอ เพราะฝุ่นจะทำให้เกิดการสะท้อนแสงมากขึ้น
6. หยุดพักหรือเปลี่ยนตารางเวลาการทำงานใหม่ จะช่วยให้สายตาคลายความเมื่อยล้าจากการจ้องเพ่งคอมพิวเตอร์ได้ จงหยุดพักสายตาครั้งละ 15 นาทีทุกๆ 2 ชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็แนะนำว่าควรจะหยุดพักบ่อยๆ โดยแต่ละครั้งใช้เวลาเพียงเล็กน้อย เช่น พักสายตาทุก 30 นาที โดยหลับตาหรือมองไปไกลๆ สัก 5-10 นาที แล้วจึงเริ่มทำงานต่อไป ก็จะช่วยถนอมสายตาได้
7. อาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ วางไว้บนเปลือกตา และหลับตาสัก 2-3 นาที หรือจะให้ดีกว่านั้นก็คือ ปิดไฟ นอนพักสักครู่ (ถ้าไม่มีปัญหากับหัวหน้างาน)
8. ผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์ อาจจะเกิดอาการตาแห้งเพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยง เพราะห้องที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ ก็มักจะมีเครื่องปรับอากาศอยู่ด้วย เมื่อบวกกับความร้อนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำให้อากาศแห้ง การหยอดน้ำตาเทียมจะช่วยได้
9. ควรกะพริบตาให้บ่อยครั้งกว่าปกติ เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตาอยู่เสมอ ภายใน 10 วินาที ลองพยายามกะพริบตาสัก 1-2 ครั้ง จะช่วยลดความอ่อนล้าของสายตาได้มาก เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตาอยู่เสมอ ภายใน 10 วินาที ลองพยายามกะพริบตาสัก 1-2 ครั้ง จะช่วยลดความอ่อนล้าของสายตาได้มาก
10. ตรวจสุขภาพตาบ่อยๆ ผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์ และมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ซึ่งใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ ควรตรวจเช็กสุขภาพตาบ้าง